“Retroreflectivity”
สติกเกอร์สะท้อนแสง (retroreflective sheeting / reflective tape) ที่ใช้ในงาน Safety / Traffic ไม่ใช่แค่ “เห็นแสงสะท้อนกลับ” แต่ต้องมีคุณสมบัติด้าน
1️⃣ ระดับความสว่าง (Retroreflectivity)
2️⃣ อายุการใช้งาน / การทนแดด
3️⃣ ความทนทานต่อสภาพแวดล้อม
ทำไมต้องมีมาตรฐานสะท้อนแสง?
เพื่อให้ ช่วยลดอุบัติเหตุจริง และผ่านการตรวจสอบได้ตามกฎหมาย/มาตรฐานที่ยอมรับในวงกว้าง
📊 มาตรฐานสำคัญของสติกเกอร์สะท้อนแสง
1. ASTM D4956 — มาตรฐานสากลของวัสดุสะท้อนแสง
ASTM D4956 (American Society for Testing and Materials) เป็นมาตรฐานที่นิยมนำมาใช้ทั่วโลกในการกำหนดคุณสมบัติของแผ่นสะท้อนแสง เช่น
• เงื่อนไขค่าการสะท้อนแสงขั้นต่ำ
• การแบ่งประเภทวัสดุ
• การแบ่งคลาสของกาวและอายุการใช้งาน
มาตรฐานนี้ระบุประเภทเงื่อนไขไว้ หลาย “Type” (I–XI) ที่มีความเข้มต่างกัน
2. มาตรฐาน มอก. 606–2549 / 606–2563 (ไทย)
มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไทยสำหรับแผ่นสะท้อนแสงกำหนดให้วัสดุต้องมีค่าการสะท้อนและคุณสมบัติทางแสงตามที่กำหนด และแบ่งออกเป็นหลาย แบบ (Type) เช่น แบบที่ 1, 4, 9 ฯลฯ โดยสอดคล้องกับ ASTM D4956
✓ เกรดของสติกเกอร์สะท้อนแสงที่ถือว่า เข้าข่าย Safety Grade
กลุ่มที่ใช้ในงาน Safety หรือ Traffic Control อ้างอิงมาตรฐาน
🔹 Type I — Engineering Grade
• ตาม ASTM D4956 Type I และ มอก. 606 แบบที่ 1
• เป็นเกรดพื้นฐานที่มีความสว่างปานกลาง
• ใช้สำหรับ ป้ายเซฟตี้, ป้ายจราจรทั่วไป, ป้ายภายในอาคารและบริเวณมีรถไฟฟ้าหรือทางเดินเท้า
• เป็นเกรดเริ่มต้นของ Safety Reflective ที่ตรวจสอบได้
👉 ป้ายสะท้อนแสงในงาน Safety เช่น ป้าย “EXIT”, “STOP”, “BEWARE” หลายชิ้นใช้เกรดนี้
🔹 Type II – Super Engineer Grade
• อยู่ระหว่างความสว่างของ Type I กับ Type III
• เหมาะกับป้ายที่ต้องการ สูงกว่า Engineering Grade เล็กน้อย
• มีค่าการสะท้อนแสงสูงขึ้น แต่ยังคงตัดและพิมพ์ได้ง่ายเหมือน Type I
🔹 Type III / Type IV – High Intensity & High Intensity Prismatic
• ตาม ASTM D4956 Type III และ Type IV และ มอก. 606 แบบที่ 4
• มีระดับการสะท้อนแสงสูงขึ้นมาก
• เหมาะกับใช้งาน ภายนอกบนถนนหลัก / ทางเดินที่ต้องมองจากระยะไกล
• โครงสร้างเป็น microprismatic ทำให้แสงสะท้อนกลับมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกรดพื้นฐาน
🔹 Type V, VIII, IX, XI — Very High Intensity / Diamond Grade
• เป็นเกรดสูงสุดของ ASTM
• Diamond Grade (เช่น Type IX และ XI) ให้การมองเห็นไกลสุด และค่าการสะท้อนสูงที่สุด
• ใช้กับป้ายจราจรบนทางหลวง, ป้าย overhead, ป้ายควบคุมจราจรหลัก ฯลฯ
อะไรถือเป็น Safety Grade?
กลุ่มเกรด |
มาตรฐานหลัก |
เหมาะสำหรับงาน |
| Engineering Grade | ASTM D4956 Type I / มอก. 606-2549 แบบที่ 1 | ป้ายเซฟตี้ทั่วไป |
| Super Engineer / HIP | ASTM D4956 Type II-IV / มอก. 606 แบบที่ 4 | ป้ายจราจรและทางเดินหลัก |
| Very High / Dimond Grade | ASTM D4956 Type V / IX / IX มอก. 606 แบบที่ 9 | ป้ายถนนหลักและทางด่วน |
ถ้าสติกเกอร์สะท้อนแสงไม่มีข้อมูล “Type ตาม ASTM D4956 / มอก. 606” → ยังไม่ถือว่าเป็น Safety Grade ที่ตรวจสอบได้ตามมาตรฐาน.
ทำไมจึงต้องดู “Type”?
📍 มาตรฐานประเภทต่าง ๆ วัดค่าการสะท้อนแสงจริง ที่ค่ามุมมองและเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้ใช้ เช่น
• ความไกลในการอ่านป้ายจากระยะไกล
• การมองเห็นในสภาพแสงน้อย
• การลดความผิดพลาดของสายตา
ซึ่งสิ่งเหล่านี้สำคัญกว่าการดูแค่ “สีสด” หรือ “มองเห็นตอนกลางคืน” ทั่วไป
ตัวอย่าง เช่นสติ๊กเกอร์ Engineer Grade ที่ผู้ขายมักระบุว่า
“มีคุณสมบัติสะท้อนแสงตามมาตรฐาน ASTM D4956 Type 1 และ มอก. 606-2549 แบบที่ 1 ใกล้เคียงกับป้ายจราจรทั่วไป”
หรือสติ๊กเกอร์ Diamond Grade ระบุว่า
“ผ่าน ASTM D4956 Type IX / XI ซึ่งเป็นมาตรฐานสะท้อนแสงที่มีระดับความสว่างสูงที่สุด”
✅ Safety grade ต้อง มีมาตรฐานยอมรับ เช่น ASTM D4956 หรือ มอก.
✅ “Commercial grade” แม้สะท้อนแสงได้ แต่ ไม่ถือเป็น Safety Grade ที่ตรวจสอบได้อย่างเป็นทางการ
✅ การเลือกเกรดสติกเกอร์สะท้อนแสงต้องพิจารณา ระดับการสะท้อนแสง ตามชนิดของงาน เช่น ป้ายภายใน, ป้ายถนน, ป้าย speed way เป็นต้น
ตารางลำดับเกรดสติกเกอร์สะท้อนแสง
( Commercial → Hightway )
ระดับตลาด |
การเรียกในตลาด |
ทาตรฐานเทียบเคียง |
เทคโนโลยี |
ระยะมองเห็นโดยประมาณ |
เหมาะกับงาน |
| 1 | Commercial Grade | ไม่มีระบุ Type ชัดเจน | Glass Bead พื้นฐาน | 30 – 80 เมตร | งานเอกชน,ลานจอดรถ,ภายในอาคาร |
| 2 | Engineering Grade (EG/Type1) | ASTM Type I / มอก แบบที่ 1 | Glass Bead | 100-150 เมตร | ป้ายเตือนทั่วไป,เขตชุมชน |
| 3 | Super / HIP (Type II-III) | ASTM Type II-III | Glass Bead ปรับปรุง / Prismatic เรื่มต้น | 150-250 เมตร | ถนนรอง,หน้าโรงเรียน,จุดเสี่ยง |
| 4 | High Intensity Prismatic (Type IV) | ASTM Type IV / มอก. แบบที่ 4 | Microprismatic | 250-400 เมตร | ถนนหลัก,ทางหลวงรอง |
| 5 | Diamond Grade (Type IX / XI) | ASTM Type IX,XI / มอก. แบบที่ 9 | Microprismatic ประสิทธิภาพสูง | 400-600+ เมตร | ทางหลวง,มอเตอร์เวย์,ป้ายOverhead |
ทำไมระยะต่างกัน?
1️⃣ Glass Bead Technology
• ใช้เม็ดแก้วสะท้อนแสงกลับ
• ประสิทธิภาพดีในมุมตรง
• สูญเสียความสว่างเมื่อมุมเฉียงมาก
• เหมาะกับความเร็วต่ำ–ปานกลาง
2️⃣ Microprismatic Technology
• ใช้โครงสร้างปริซึมสะท้อนแสง
• ควบคุมทิศทางแสงได้แม่นกว่า
• ให้ค่าความสว่าง (RA) สูงกว่า
• เหมาะกับถนนที่มีความเร็วสูง
แยกตาม “ระดับความเร็วรถ”
ความเร็วรถ |
ควรใช้เกรด |
| < 40 กม./ชม. | Commercial / Engineering |
| 40 – 80 กม./ชม. | Engineering / HIP |
| 80 – 100 กม./ชม. | Type IV ขึ้นไป |
| > 100 กม./ชม. | Diamond Grade |
ประเด็นที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้
• ความสว่างวัดเป็นหน่วย cd/lux/m² (RA value)
• Type IX สามารถสว่างกว่า Type I ได้หลายเท่า
• ระยะมองเห็นสัมพันธ์กับ “Legibility Distance”
• ป้ายทางหลวงไม่ได้เลือกเกรดเพราะ “สีสด” แต่เพราะ Reaction Time
⸻
สรุปแบบชัดที่สุด
✔ ถ้าไม่มีระบุ Type ตาม ASTM หรือ มอก. → ไม่ถือว่าเป็น Safety Grade เต็มรูปแบบ
✔ เริ่มนับ Safety จริงจังตั้งแต่ Engineering Grade (Type I) ขึ้นไป
✔ งานทางหลวงใช้ Type IV, IX หรือ XI
ทักเข้ามาคุยกับเราได้ที่
|


